พายุถล่มอุตรดิตถ์-กำแพงเพชร บ้านพัง-พืชผลเกษตรวอด

หลายพื้นที่ทั่วไทย โดนพายุฤดูร้อนพัดถล่ม อุตรดิตถ์บ้านเรือนเสียหาย 100 กว่าหลังคา ใน 4 ตำบล จนท.เร่งสำรวจช่วยเหลือ ส่วนที่กำแพงเพชร สวนมะละกอถูกลมพัดราบเป็นหน้ากลอง กล้วยไข่โค่นกว่า 500 ต้น ชาวสวนน้ำตาตก ขาดทุนเป็นแสน …

อุตรดิตถ์ พายุฤดูร้อนพัดบ้านเรือนประชาชน เสียหายกว่า 100 หลังคาเรือน

วันที่ 30 เม.ย.59 เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ นายอำเภอน้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ว่าได้เกิดพายุฤดูร้อน พัดบ้านเรือนประชาชนในเขตพื้นที่ อ.น้ำปาด และมีฝนตกอย่างหนัก นานกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งหลังจากฝนหยุดตก ได้ทำการออกสำรวจพบว่า บ้านเรือนประชาชนเสียหาย ต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่นขวางถนนจำนวนมาก ต้นไม้ใหญ่หักโค่นขวางถนน

นายสมลักษ์ กล่าวด้วยว่า ทางอำเภอได้สั่งการให้องค์ปกครองส่วนทองถิ่น พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน ออกสำรวจบ้านเรือนประชาชนว่าเสียหายจริงจำนวนกี่หลัง และจะได้นำเงินสำรองราชการที่ทางจังหวัดให้มาสำรองจ่ายอำเภอละ 500,000 บาทพายุถล่มอุตรดิตถ์ บ้านเรือนพังเสียหาย

ในเบื้องต้น เท่าที่สำรวจ พบ 4 ตำบล คือ ตำบลเด่นเหล็ก ตำบลบ้านฝาย ตำบลแสนตอ ตำบลห้วยมุ่น เสียหายหนัก พบบ้านเรือนถูกพายุฤดูร้อนพัดหลังคาเปิดกว่า 100 หลัง ส่วนค่าเสียหายในครั้งนี้ ยังไม่สามารถประเมินได้

กำแพงเพชร ลมพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง พืชสวนเสียหาย

ส่วนในเขตพื้นที่ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เมื่อค่ำวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา เกิดลมพัดกระหน่ำรุนแรง ทำให้พื้นที่ทางการเกษตร โดยเฉพาะพืชสวนได้รับความเสียหายจำนวนมาก แต่ลมพายุที่พัดมาไม่ได้มีฝนตามมาด้วย จึงทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ให้ชาวสวนน้ำตาตกใน

นายสมศักดิ์ ปานศรี อายุ 54 ปี เกษตรกรใน ต.ท่ามะเขือ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ผู้ปลูกมะละกอกับกล้วยไข่แซมกันบนเนื้อที่ 24 ไร่ โดยปลูกมะละกอจำนวน 10,500 ต้น กล้วยไข่ 1,000 ต้น แต่ปรากฏว่า เมื่อเย็นวานที่ผ่านมา ถูกลมพายุพัดหักสะบั้นราบเป็นหน้ากลองชาวสวนกำแพงเพชร ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย หลังสวนถูกพายุพัดถล่ม

จากการเดินดู พบว่า ต้นมะละกออายุ 1 ปี ถูกลมพายุพัดหักระหว่างกลางต้นเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างที่ถูกลมพัดจนถอนรากถอนโคนนอนราบกับพื้นเรียงเป็นแถว ที่คอต้นมะละกอยังมีผลมะละกอเล็กที่ยังใช้รับประทานไม่ได้ติดอยู่จำนวนมาก ส่วนลูกใหญ่ นายสมศักดิ์ได้เก็บไปบรรจุถุงส่งขายแล้ว นอกจากต้นมะละกอที่ล้มแล้ว ยังมีกล้วยไข่ก็ถูกลมพัดโค่นอยู่ทั่วไป โดยต้นกล้วยไข่ก็กำลังออกเครือเช่นเดียวกันต้นมะลอกอหักโค่น พังราบเป็นหน้ากลอง

นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ช่วงที่ลมพายุพัดมา ตนเห็นต้นมะละกอกับต้นกล้วยล้มต่อหน้าต่อตาแล้วใจหาย คิดว่า คงล้มหมดทั้งสวนแน่ๆ ซึ่งหลังลมพายุผ่านไป ไปตรวจดู พบว่า มะละกอหักโค่นไป 1,200 ต้น กล้วยไข่หักไป 500 ต้น ค่าเสียหายรวมแล้ว ประมาณ 100,000 บาทเศษ ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยพบลมพายุที่รุนแรงแบบนี้มาก่อน และก็ไม่คิดว่าจะเสียหายขนาดนี้.

ที่มา>>>Thairath

พบสวนกล้วยจีน เชียงราย แอบสูบน้ำอิง รัฐสั่งคุมเข้มแก้ปัญหา

กระทรวงเกษตรฯ ลุยตรวจพบสวนกล้วยจีนเช่าที่ดินไทยกว่า 2 พันไร่ ที่เชียงราย แอบสูบน้ำอิงอ้างบาดาลไม่พอใช้ สั่งคุมเข้มเข้าระบบ GAP ชี้สวนทางนโยบายแก้ปัญหาภัยแล้งรัฐบาล ที่ให้เกษตรกรไทยปลูกพืชใช้น้ำน้อย

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์เหล่าวิชยา ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจปัญหาภัยแล้ง ที่ อ.พญาเม็งราย และเข้าตรวจสอบ สวนกล้วยหอม ของบริษัท หงต๋า อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด กลุ่มทุนจากประเทศจีน เข้ามาเช่าที่ดิน 2,711 ไร่ จากบริษัท ภาสวัฒน์ จำกัด โดยมี นายภูเบศร์ จูละยานนท์ นอภ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย ชลประทาน เกษตร อ.พญาเม็งราย พาเข้าตรวจสภาพการดำเนินการพบว่า มีการปลูกกล้วยหอมไปแล้ว 820 ไร่ เก็บผลผลิตได้แล้ว 200 ไร่ ส่งออกจีนตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 มี.ค.59 รวมถึงปัจจุบัน 19 ตู้คอนเทนเนอร์ และพบว่า สวนกล้วยแห่งนี้มีการใช้น้ำจำนวนมาก ในการหล่อเลี้ยงต้นกล้วย และระบบการทำความสะอาดผลกล้วย ก่อนบรรจุลงกล่องเพื่อส่งขาย ทำให้สวนกล้วยมีการแอบสูบน้ำในแม่น้ำอิง สัปดาห์ละ 1 วัน ระหว่างเวลา 18.00 น.ถึง 24.00 น. โดยอ้างว่า น้ำจากบ่อบาดาลที่ขุดเจาะ 4 บ่อ ยังไม่พอใช้ เจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาไม่ให้กระทบต่อ ราษฎรสวนกล้วยหอม ของกลุ่มทุนประเทศจีน

นางสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์ว่า การทำพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ส่งผลให้มีปัญหาเกิดขึ้นได้ในอนาคต และพบว่า สวนกล้วยแห่งนี้จำเป็นต้องดึงน้ำจากแม่น้ำอิงมาใช้ ซึ่งเป็นการสวนทางนโยบายของรัฐบาล ที่จะแก้ไขปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ โดยการที่รัฐบาลห้ามเกษตรกรทำนาปรัง และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และอาจเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า บริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ ทำไมจึงสามารถใช้น้ำได้มากมาย ส่วนเกษตรกรที่เป็นคนไทยไม่สามารถใช้น้ำเพื่อทำการเกษตรได้ จึงต้องมีการจัดระเบียบใหม่ ส่วนปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างที่ชาวบ้านเกรงจะเกิดผลกระทบ พบว่า น้ำยาที่นำมาล้างผลกล้วยเป็นยาป้องกันเชื้อรา ส่วนการเก็บตัวอย่าง ดิน น้ำ และกล้วยหอม ไปตรวจสอบพบว่า ผลกล้วยนั้น ไม่มีสารเคมีอันตรายแต่อย่างใด ส่วนผลการตรวจดินและน้ำ ตลอดถึงการตัดต่อด้านพันธุกรรมหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการรอรับฟังผล เรื่องของสวนกล้วยหอมแห่งนี้ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หลายหน่วยงานทั้งในพื้นที่ จ.เชียงราย และจากส่วนกลาง เข้าแนะนำให้สวนกล้วยทำการเกษตรระบบ GAP เพื่อควบคุมการผลิต และช่วยดูปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในปี 2560 มีโครงการจะสร้างฝายในแม่น้ำอิง 4 แห่ง เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาวสวนกล้วยหอมจีนกว่า2พันไร่ ใช้น้ำแม่น้ำอิง ทั้งที่ประสบภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก

บริษัทจีนเช่าที่ดินที่เชียงรายปลูกกล้อยหอมส่งออก แอบสูบน้ำจากแม่น้ำอิง จนรัฐบาลต้องไปแก้ไข ในภาวะแล้งหนัก

ที่มา>>>Thairath