แผ่นดินไหวเชียงใหม่ 2 ครั้งติด ทั้งหนาว-ฝนตก อินทนนท์นักท่องเที่ยวลดลง

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 11 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เชียงใหม่ได้เกิดฝนตกทั่วทั้งจังหวัดเชียงใหม่ โดยบนดอยแหล่งท่องเที่ยวก็เกิดฝนตกอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง

ที่ดอยอินทนนท์ นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า บนดอยอินนทนนท์ ฝนตกปรอยๆ ตลอด นักท่องเที่ยวลดลง เนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวยอุณหภูมิยอดดอยอินทนนท์วัดได้ 8 องศา ที่กิ่วแม่ปานวัดได้ 10 องศา จุดที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์วัดได้ 17 องศา อุณหภูมิสูงสุด 14.6 องศา สภาพอากาศปิด นักท่องเที่ยวต้องใส่เสื้อกันฝนมาสัมผัสอากาศหนาวและสัมผัสหมอกบริเวณจุดริมถนนบนดอย สถิตินักท่องเที่ยวช่วงวันที่ 10 ม.ค. 60 ที่ผ่านมา ลดลง ยอดรวมนักท่องเที่ยว 2,800 คน เป็นคนไทย 2,500 คน ต่างประเทศ 300 คน ยานพาหนะ 700 คันอย่างไรก็ตามคาดว่าฝนจะตกในวันนี้เป็นวันสุดท้ายและในช่วงวันหยุดนักท่องเที่ยวก็คงจะหนาแน่นเหมือนเดิม ทางอุทยานได้เตรียมพร้อมรับมือ และช่วงนี้ก็ให้เจ้าหน้าที่ทำการตกแต่งปรับปรุงจุดสำคัญต่างๆ รวมทั้งตรวจเช็คป้ายบอกทาง สัญลักษณ์ ต่างๆ ด้วย เพื่อให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยรองรับวันหยุดที่จะมาถึง โดยวันนี้รับรู้ถึงการเกิดแผ่นดินไหวในเขตท้องที่ อ.จอมทองเชียงใหม่ ในช่วงเช้าด้วย

ด้านนายไพรินทร์ ลิ่มเจริญ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ รายงานมาว่า ได้เกิดแผ่นดินไหวที่เชียงใหม่ อ.แม่วาง เวลา 04.08 น. วันที่ 11 ม.ค. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.0 แมกนิจูด ความลึก 10 กิโลเมตร Lat.18,62 Long.98.58 ประชาชนบ้านน้ำตกแม่กลาง เลขที่ 165 หมู่ที่ 20 รับรู้ถึงแรงสั่นของแผ่นดินไหว และที่ อ.จอมทองเชียงใหม่ เมื่อเวลา 04.56 น. วันที่ 11 ม.ค. เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 2.0 แมกนิจูด ความลึก 1 กิโลเมตร LaT.18.58 Long 98.53 จากการประสานอำเภอไม่มีรายงานความเสียหาย

ที่มา>>>ข่าวสด

ค้านอนุญาต ‘เจ็ตสกี’ อ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย พะงัน

ผู้ประกอบการรีสอร์ตและโรงแรมบริเวณอ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย อ.เกาะพงัน ยื่นหนังสือถึงรองผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ค้านคำสั่งอนุญาตประกอบกิจการเจ็ตสกี หวั่นทำลายแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 59 ผู้ประกอบการรีสอร์ตและโรงแรมบริเวณอ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน และชาวบ้านกว่า 20 คน เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการประกอบการเรือสำราญเจ็ตสกี ฝ่าฝืนประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ผ่าน นายศุภวัฒน์ ศักดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชวลิต พลไทย หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ.ส.อ.สมศักดิ์ กล่อมเอี่ยม เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าว บก.ควบคุม มทบ.45 กรณีการประชุมจัดระเบียบแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวที่เทศบาลตำบลเกาะพะงัน เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมาที่ประชุมได้มีคำสั่งให้ทางอำเภอหาแนวทางให้ผู้ประกอบการเรือสำราญเจ็ตสกี สามารถประกอบกิจการได้ในพื้นที่บริเวณอ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย ซึ่งขัดต่อประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณท้องที่ ต.ตลิ่งงาม ต.บ่อผุด ต.มะเร็ต ต.แม่น้ำ ต.หน้าเมือง ต.อ่างทอง ต.ลิปะน้อย อ.เกาะสมุย และ ต.เกาะพะงัน ต.บ้านใต้ ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พ.ศ.2557 ลงวันที่ 8 พ.ค. 57 ออกตามความในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมของทางอำเภอ รวมถึงการดำเนินการเข้าจับกุมผู้ฝ่าฝืนกระทำผิดโดยเจ้าหน้าที่ทหารจาก มทบ.45 หลายครั้ง

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรีสอร์ตและโรงแรมบริเวณอ่าวท้องนายปานใหญ่-น้อย ยื่นข้อเสนอแนะต่อทาง จ.สุราษฎร์ธานี คือ 1. ให้คณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ 2. แนะนำให้ผู้ประกอบการเจ็ตสกีกระทำตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ และ 3. กรมเจ้าท่าสาขาเกาะพะงัน ไม่ควรกระตือรือร้นในการแก้ไขรายการจดทะเบียนเรือเจ็ตสกี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการจนเกินไป เพื่อให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรักษาไว้ซึ่งพื้นที่ธรรมชาติที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะพะงัน ต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ท่องเที่ยวเปิดตัว ‘Thailand Scanme’ ชวน นทท.เข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น

กรมการท่องเที่ยว เอาใจคนใช้แอพพลิเคชั่น เปิดตัวโปรเจกต์ Thailand Scanmeชวนนักท่องเที่ยว เข้าถึงข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเมืองไทย ผ่าน QR Code กว่า 300 จุดทั่วประเทศ

ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมต.ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, น.ส.วรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ รอง ผวจ.จันทบุรี ร่วมกันเปิดตัวโครงการ Thailand Scanme เพื่อเพิ่มช่องทางและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 300 จุดทั่วประเทศนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมต.ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมต.ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมสืบค้นข้อมูลสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟน โดยใช้แอพพลิเคชั่น Line มีผู้ใช้งานกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก ซึ่งแอพพลิเคชั่นLine มีคุณสมบัติที่สามารถสแกน QR Code ได้ กรมการท่องเที่ยวจึงรวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวการเดินทาง คำแนะนำและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมการท่องเที่ยว ตลอดจนกิจกรรมที่จัดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวนั้นมาบรรจุไว้ใน QR Code เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถสแกนที่ป้ายติดตั้งไว้เพื่อรับทราบข้อมูลทั้งหมดได้ในทันที ขณะเดียวกัน ยังเตรียมข้อมูลในรูปแบบเสียง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว ที่บกพร่องทางสายตา และผู้ที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้อีกด้วย พร้อมกับสามารถปรับปรุงข้อมูลต่างๆ ให้ทันสมัยได้ทันที ซึ่งนอกจากจะสะดวกและรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำป้ายและติดตั้งป้ายใหม่อีกด้วยข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวการเดินทาง คำแนะนำและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมการท่องเที่ยว ตลอดจนกิจกรรมที่จัดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวนั้นมาบรรจุไว้ใน QR Codeซึ่งการดำเนินการในปีแรกนี้ กรมการท่องเที่ยว วางแผนติดตั้งป้ายจำนวน 300 ป้าย ในแหล่งท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 60 แห่ง โดยแบ่งเป็นพื้นที่ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด 57 แหล่ง จำนวน 253 ป้าย พื้นที่มรดกโลก 6 แหล่ง จำนวน 30 ป้าย และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 13 แหล่ง จำนวน 28 ป้าย โดยจะสังเกตได้ว่ารูปแบบป้าย QR Code แต่ละจังหวัดเป็นการออกแบบใหม่ ให้มีความทันสมัยควบคู่ไปกับการนำเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของป้าย ซึ่งได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การออกแบบตรงกับความต้องการของประชาชนในแหล่งท่องเที่ยวนั้น และสื่อความหมายให้นักท่องเที่ยวเข้าใจได้ชัดเจนกรมการท่องเที่ยว วางแผนติดตั้งป้ายจำนวน 300 ป้าย ในแหล่งท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 60 แห่ง

สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกที่จังหวัดจันทบุรี ได้ออกแบบป้ายเป็นอัญมณี ติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ QR Code จำนวน 29 ป้าย ใน 8 แหล่งท่องเที่ยว เช่น ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ, หาดแหลมสิงห์, หาดคุ้งวิมาน, ชุมชนริมน้ำจันทบูร, อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ, อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว, อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล,และสวนสาธารณสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช.

ที่มา>>>Thairath

ชาวสุพรรณฯ ร่วมส่ง ‘บรรหาร’ สู่สวรรค์ สานต่อเจตนารมณ์พัฒนาจังหวัด

ประชาชนชาวสุพรรณบุรี ร่วมทำพิธีส่งดวงวิญญาณ “บรรหาร” สู่สรวงสวรรค์ ขณะ คกก.ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ปฏิญาณตน สานต่อเจตนารมณ์พัฒนาจังหวัดให้เจริญรุ่งเรือง เร่งสร้างองค์พระยูไล ให้แล้วเสร็จ ปลดห่วงมังกรสุพรรณ

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 59 ภายหลังจาก นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 และอดีตประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา บรรยากาศบริเวณอุทยานมังกรสวรรค์ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจังหวัดสุพรรณบุรีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังซึ่งเป็นสถานที่ที่ นายบรรหาร ให้ความสำคัญอย่างมาก และใช้เป็นสถานที่ทำงานหลักระหว่างอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี มาโดยตลอด โดยเฉพาะทุกวันอาทิตย์หลัง นายบรรหาร กลับจากการตรวจงานที่บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ จะมานั่งทำงานและสั่งงานต่างๆ ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองแห่งนี้ โดยบรรยากาศทั่วไปเต็มไปด้วยความเงียบเหงาและโศกเศร้านายสมชาย สุจิตต์ พร้อมเครือญาติและคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ทำพิธีขอพรจากพระยูไล ส่งดวงวิญญาณของนายบรรหาร ไปสู่สุคติ

ที่เจดีย์รูปปั้นองค์พระยูไล ซึ่งอยู่ภายในบริเวณของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่ นายบรรหาร สร้างไว้แต่ยังไม่แล้วเสร็จ และเป็นจุดที่ นายบรรหาร เป็นห่วงมากที่สุด นายสมชาย สุจิตต์ หลานชาย คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา หนึ่งในคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ที่เป็นคนใกล้ชิดที่สุดของ นายบรรหาร พร้อมด้วยคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และเจ้าหน้าอุทยานมังกรสวรรค์ นิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีทางศาสนา สวดมนต์ ทำบุญ ถวายเครื่องผลไม้แด่เจ้าที่ ทำการบอกกล่าวต่อฟ้าดิน องค์พระยูไล และดวงวิญญาณของ นายบรรหาร ผู้ล่วงลับ

นายสมชาย กล่าวว่า การสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียปูชนียบุคคลที่สำคัญของชาวสุพรรณบุรี เดิมทีวันนี้จะจัดพิธีขอพรต่อองค์พระยูไล เพื่อให้ นายบรรหาร มีอาการที่ดีขึ้น แต่เมื่อ นายบรรหาร ถึงแก่อสัญกรรม ทางคณะจึงเปลี่ยนมาเป็นพิธีกราบส่งดวงวิญญาณสู่สรวงสวรรค์แทน และทุกคนได้ปฏิญาณตนให้สัญญาว่าจะสืบสานงานต่อจาก นายบรรหาร ในการร่วมกันพัฒนา จ.สุพรรณบุรี ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป ดังเจตนารมณ์ของ นายบรรหารห้องทำงานของนายบรรหาร ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

ด้าน นายธงชัย ลิ้มศรีเจริญ อายุ 66 ปี รองประธานศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ผู้ทำงานใกล้ชิด นายบรรหาร ในการพัฒนาศาลเจ้าพ่อหลักเมืองมายาวนานหลายสิบปี เผยว่า รู้สึกช็อก และเสียใจเป็นอย่างมากต่อการจากไป ส่วนตัว นายบรรหาร ไม่ได้สั่งเสียอะไรไว้เป็นพิเศษ แต่ที่ นายบรรหาร เป็นห่วงมากก็คือการสร้างองค์พระยูไล ที่เหลืออีกประมาณ 20% จะแล้วเสร็จ ไม่ทันได้เห็นความยิ่งใหญ่ตามที่ นายบรรหาร ตั้งใจไว้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการทุกคนจะร่วมมือร่วมใจกันทำให้สำเร็จตามเวลาที่ นายบรรหาร ตั้งใจให้แล้วเสร็จในปีนี้ ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงการตกแต่งภายในเท่านั้นนายธงชัย ลิ้มศรีเจริญ รองประธานคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ที่ทำงานพัฒนาศาลเจ้าพ่อหลักเมืองคู่กับนายบรรหารมาตลอด นั่งให้สัมภาษณ์อยู่บนรถกอล์ฟ ที่นายบรรหารใช้ขับตรวจงาน

ขณะที่ นางเป้า อาภารัตน์ อายุ 69 ปี แม่ค้าขายลอตเตอรี่ หน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมือง กล่าวด้วยอาการเศร้าโศกว่า นายบรรหาร เมตตาให้มาขายลอตเตอรี่ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตั้งแต่ปี 2540 เป็นคนที่มีอัธยาศัยดีมาก ไม่ถือตัว ทุกครั้งที่ นายบรรหาร มาทำงานที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เมื่อผ่านมาก็จะทักทายและให้กำลังใจมาตลอด ตนและครอบครัวรู้สึกเสียใจจนพูดไม่ออก ที่สูญเสียผู้มีพระคุณ อีกทั้ง นายบรรหาร ถือเป็นนักพัฒนาที่ทำให้ จ.สุพรรณบุรี เจริญรุ่งเรืองได้อย่างทุกวันนี้ เอาจริงเอาจังมุ่งมั่นในการทำงาน และทำเพื่อชาวสุพรรณบุรี จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ขอให้ดวงวิญญาณของ นายบรรหาร ไปสู่สรวงสวรรค์.

ที่มา>>>Thairath